Anakin's profileIn my HarddiskPhotosBlogListsMore Tools Help

In my Harddisk

( my Memory is not BIG enough )
December 31

ปีแห่งความเจ็บปวด

ปีแห่งความเจ็บปวด [31 ธ.ค. 51 - 00:40]

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป จากชั่วโมงเป็นวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี

ในห้วงรอยต่อแห่งกาลเวลาที่เวียนมาบรรจบครบปี ถือเป็นช่วงเหมาะสมที่สุด สำหรับการทบทวนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในรอบปี

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันสุดท้ายของปี 2551 เหลียวย้อนกลับไปมองปรากฏการณ์ทางการเมืองในรอบปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป

สำหรับในปีนี้ ต้องยอมรับว่าประเทศของเรายังตกอยู่ ในห้วงวิกฤติความแตกแยกเรื้อรัง

เมื่อโฟกัสไปที่ฝ่ายบริหาร หลังจากฉลองเทศกาลปีใหม่ 2551 ผ่านไปประมาณ 3 สัปดาห์ เราก็ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

คือ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

และได้รัฐบาลผสม 6 พรรค ที่ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคประชาราช

เปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร มาเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเต็มตัว

ท่ามกลางกระแสสังคมที่เรียกร้องความสมานฉันท์ ระหว่างฝ่ายที่ออกมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับฝ่ายที่สนับสนุน “ทักษิณ”

ในช่วงแรกๆนายสมัครก็มีท่าทีตอบรับด้วยการประกาศจะยังไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะรอให้ถึง 3 เดือนสุดท้ายก่อนครบเทอม รัฐบาลถึงจะดำเนินการ

สังคมส่วนใหญ่ให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ต้องการเห็นความสมานฉันท์เกิดขึ้นในบ้านเมือง

แต่ปรากฏว่ามีคำสั่งจาก “นายใหญ่” ของพรรคพลังประชาชน ให้เร่งเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายกฯสมัครขัดคำสั่งเจ้าของพรรคตัวจริงไม่ได้

และจากการที่พรรคพลังประชาชนเปิดเกมเร็ว เร่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามยุทธศาสตร์ปลดล็อกคดีให้นายใหญ่ ปลดล็อกบ้านเลขที่ 111 รวมไปถึงปลดล็อกคดียุบพรรค

ขณะเดียวกัน ก็ได้เกิดปัญหากรณีรัฐบาลออกมติ ครม. ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190

จึงทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวชุมนุม ต่อต้านขับไล่รัฐบาลของนายสมัครที่ถูกมองว่าเป็น “นอมินี” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

มีการใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานที่ราชการหลายแห่ง และสุดท้ายบุกยึดทำเนียบฯ ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ กดดันให้รัฐบาลลาออก

แต่นายสมัครก็ยืนยัน ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก เพราะต้องการปกป้องประชาธิปไตย

ในขณะที่แกนนำในพรรคพลังประชาชนก็สร้างม็อบเสื้อแดงขึ้นมาต่อต้านม็อบเสื้อเหลือง ปลุกม็อบให้บุกยึดทำเนียบฯคืน จนเกิดเหตุปะทะกัน มีคนตายและบาดเจ็บหลายราย

ทำให้นายสมัครต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมอบให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าผู้ควบคุมดูแลสถานการณ์

แต่ ผบ.ทบ.ก็ไม่ยอมใช้กำลังทหารสลายการชุมนุม เพราะไม่อยากใช้ความรุนแรงกับประชาชน

และในที่สุด นายสมัครก็ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ

เพราะโดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินจัดรายการชิมไปบ่นไปขัดรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคพลังประชาชนยังครองเสียงข้างมากในสภาฯ “นายใหญ่” จึงส่งน้องเขยที่เป็นคนใต้ แต่ได้เมียเหนือ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี คราวนี้ยิ่งกว่าเป็นนอมินี เพราะถือเป็น “แฟมิลี่” คนในครอบครัวเดียวกัน

และนายสมชายก็ต้องเข้ามาเผชิญวิบากกรรม

หลังจากได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกฯ และตั้ง ครม.แล้ว แต่ก็เข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลไม่ได้ เพราะถูกกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ ยึดต่อเนื่อง

ต้องระเห็จไปตั้งทำเนียบฯชั่วคราวทำงานที่สนามบินดอนเมือง

แถมการแถลงนโยบายของรัฐบาล ก็เกิดปัญหาม็อบพันธมิตรฯปิดล้อมรัฐสภา ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมจนเกิดเหตุนองเลือด มีคนตายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

กลายเป็นการแถลงนโยบายท่ามกลางกลิ่นแก๊สน้ำตาและคาวเลือด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมชายก็ยังไม่ละทิ้งยุทธศาสตร์ปลดล็อกคดี “นายใหญ่” ตั้งท่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม แต่พยายามลดความเบ็ดเสร็จด้วยการเสนอให้ตั้ง ส.ส.ร.2

แต่ทุกอย่างก็ต้องสะดุด เพราะกลุ่มม็อบพันธมิตรฯขยายการชุมนุมกดดันขับไล่รัฐบาล ด้วยการเคลื่อนพลปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง

สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ

แม้นายสมชายประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมอบให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย เป็นหัว หน้าควบคุมดูแลสถานการณ์ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี

ทำให้นายสมชาย ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ

ม็อบถอยกลับบ้าน สถานการณ์ต่างๆเริ่มคลี่คลาย

ที่สำคัญ เมื่อนายกฯ 2 คนจากพรรคพลังประชาชน ทำงานแก้ปัญหาวิกฤติประเทศไม่ได้ ในขณะที่สังคมต้องการเห็นความสงบสุขในบ้านเมือง จึงทำให้การเมืองเกิดการพลิกขั้ว

พรรคร่วมรัฐบาลเดิมส่วนใหญ่และกลุ่มเพื่อนเนวิน หันมาหนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย

ในขณะที่พรรคพลังประชาชนเดิมที่ย้ายค่ายมาเป็นพรรคเพื่อไทย ต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อหันมาทางฝ่ายนิติบัญญัติ ปีนี้ก็มีประธานรัฐสภาถึง 2 คน คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะโดนคดีใบแดง และนายชัย ชิดชอบ ที่เข้ามารับไม้ต่อ

สำหรับบทบาทของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีเสียงข้างมากเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ภาพที่ปรากฏต่อสังคมในปีนี้

สภาฯไม่ได้เป็นเวทีแก้ปัญหาของประชาชน

แต่กลายเป็นการเติมเชื้อเพิ่มปัญหา โดยเฉพาะการใช้เสียงข้างมากเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมุ่งไปสู่ยุทธศาสตร์ปลดล็อกคดี “นายใหญ่” ปลดพันธนาการบ้านเลขที่ 111 และปลดล็อกคดียุบพรรค

กฎหมายสำคัญต่อการบริหารแก้ไขปัญหาของประเทศ แทบไม่มีออกมาให้เห็น แถมยังเกิดเหตุ ส.ส.เตะถีบกัน ทำภาพพจน์สภาฯเสียหาย

ส่วนวุฒิสภา ที่มีนายประสพสุข บุญเดช เป็นประธานวุฒิสภา ถือเป็น ส.ว.ชุดลองผิดลองถูกอีกครั้งหนึ่ง เพราะมาจากการเลือกตั้ง 76 คน และมาจากการสรรหา 74 คน

ซึ่งต้องยอมรับว่า ส.ว.ชุดนี้ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเข้มข้น

แม้สะเทินน้ำสะเทินบก แต่ก็ยังมีผลงานให้เห็น อาทิ การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการออกมติ ครม.เห็นชอบให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190

การยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.และ กกต.ตรวจสอบการจัดรายการชิมไปบ่นไปของนายกฯสมัคร จนในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติ ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

เมื่อหันมาทางฝ่ายตุลาการ ต้องยอมรับว่า ตลอดทั้งปีมีบทบาทในการทำหน้าที่สูงมาก เพราะมีการตัดสินคดีสำคัญของนักการเมืองหลายคดี อาทิ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินลงโทษจำคุกนายวัฒนา อัศวเหม อดีตประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นเวลา 10 ปี ในคดีทุจริตคลองด่าน จนต้องหนีออกนอกประเทศ

ตัดสินลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดาฯ จนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ

ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ เป็นเวลา 5 ปี ในคดีใบแดงทุจริตเลือกตั้ง

วินิจฉัยชี้ขาดการจัดรายการชิมไปบ่นไปของนายสมัครขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ

ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นผลให้นายสมชายต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกขั้วทางการเมือง

สำหรับการเมืองนอกสภา ในปีนี้ กลุ่มพันธมิตรฯหรือม็อบเสื้อเหลืองชุมนุมยืดเยื้อยาวนานถึง 193 วัน เพื่อขับไล่ รัฐบาลนายสมัครต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนายสมชาย

บุกยึดทำเนียบฯ ยื่นคำขาดให้ลาออก เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ถึงขั้นบุกยึดสนามบินดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหายตามมาอย่างรุนแรง จนโลกตะลึง

ขณะเดียวกันก็มีม็อบ นปช.หรือกลุ่มเสื้อแดง ภายใต้ ฉากรายการความจริงวันนี้ ที่ถือเป็นกลุ่มมวลชนตัวแทนของ “ทักษิณ”

ออกมาต่อต้านม็อบเสื้อเหลือง ปะทะกันประปราย ตายเจ็บไปตามๆกัน คนไทยฆ่ากันเอง

เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ม็อบเสื้อเหลืองพักรบชั่วคราว มีการพลิกขั้วการเมือง พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล ม็อบเสื้อแดงโผล่ล้อมสภาฯทุบรถ ส.ส.ในวันเลือก “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ และเคลื่อนพลปิดล้อมรัฐสภาในวันแถลงนโยบายรัฐบาล จนต้องเลื่อนการแถลงนโยบายจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 29 ธันวาคม

ปัญหาความแตกแยก เสื้อเหลือง-เสื้อแดง ต้นปียันปลายปี ยังหาที่จบไม่เจอ

เมื่อหันมาทางฝ่ายความมั่นคง กองทัพ-ทหาร สถานการณ์ ในปีนี้แทบไม่น่าเชื่อว่ารัฐธรรมนูญไม่ถูกฉีก ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีการรัฐประหาร

เพราะตลอดทั้งปีมีแต่สถานการณ์ความแตกแยก มีสาเหตุความขัดแย้งในบ้านเมืองรุนแรงหลายเรื่องหลายจุด ทั้งรัฐบาลกับฝ่ายค้าน รัฐบาลกับม็อบ และการเผชิญหน้าระหว่างม็อบเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง

แต่ผู้นำกองทัพก็ทำแค่คำรามเตือนรัฐบาล เสนอให้ลาออก เสนอให้ยุบสภา รัฐบาลก็เฉย แถมทำท่าจะปลด ผบ.เหล่าทัพ จากเหตุที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน 2 รอบ กองทัพกลับเกียร์ว่าง ยืนยันทหารไม่ทำร้ายประชาชน ท่องคาถาอยู่บทเดียว “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง”

และเมื่อมาถึงจุดที่การเมืองมีการพลิกขั้ว ฝ่ายความมั่นคงที่สงบนิ่งก็ยังถูกเพ่งเล็งว่าอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง

ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ปฏิวัติซ่อนรูป”

แต่ผู้นำกองทัพก็ปฏิเสธว่า เมื่อมีนักการเมืองมาขอหารือ ก็เพียงแค่ให้คำปรึกษา โดยบอกให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ได้เป็นการชี้นำอะไรทั้งสิ้น

ปรากฏการณ์ตรงนี้ ถือว่าเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่ง เพราะถ้าเป็นสมัยก่อน การเมืองไทยคงหนีไม่พ้นวงจรยึดอำนาจสลับเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบปี 2551 ที่มีแต่ภาพความสูญเสีย ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ ภาพพจน์ ความเชื่อมั่น สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศ

เราจึงขอบอกว่า ปีนี้คือ

ปีแห่งความเจ็บปวดของประเทศ.

"ทีมข่าวการเมือง"

September 10

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี

เก็บเอาไว้เป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยครับ
 
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี
 
ประธานวุฒิสภามีหนังสือ ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ส่งคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
สมาชิกวุฒิสภาและคณะสมาชิกวุฒิสภา รวม ๒๙ คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า
ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) และวรรคสาม
และมาตรา ๒๖๗ และประธานกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ส่งคำร้อง
ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ
นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๙๑
มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) และมาตรา ๒๖๗ รวมสองคำร้อง
เนื่องจากคำร้องทั้งสองมีประเด็นในการพิจารณาเกี่ยวข้องกัน ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่ง
เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ ให้รวมการพิจารณาคำร้องทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกนายเรืองไกร
ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา และคณะรวม ๒๙ คนว่า ผู้ร้องที่ ๑ คณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ผู้ร้องที่ ๒
และให้เรียกนายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) ว่า ผู้ถูกร้อง
คำร้องที่หนึ่ง ผู้ร้องที่ ๑ ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ข้อเท็จจริงตามคำร้อง
และเอกสารประกอบสรุปได้ว่า
ผู้ถูกร้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงอยู่ใน
บังคับของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๗ ที่บัญญัติไว้ว่า
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจ
โดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย แต่ปรากฏว่า
ผู้ถูกร้องได้เป็นพิธีกรให้กับบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด หลายรายการ ซึ่งคำว่า “พิธีกร” เป็นการดำรง
ตำแหน่งใดหรือเป็นลูกจ้าง ซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ผู้ถูกร้องทราบเจตนารมณ์ของ
รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ดีอยู่แล้ว แต่ยังคงปฏิบัติขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา และได้มา
ยุติบทบาทพิธีกรต่อเมื่อมีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมิได้มี
อำนาจที่จะตักเตือน เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ (๗) กำหนดให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
เมื่อได้กระทำการต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๗ เพื่อดำเนินการตรวจสอบความสิ้นสุดลงซึ่งความเป็น
รัฐมนตรีของผู้ถูกร้องในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้ร้องที่ ๑ จึงใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑ ให้
ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่
ประธานวุฒิสภาพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว มีจำนวน
ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งเป็นไปตาม
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑ ประกอบมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) และวรรคสาม และ
มาตรา ๒๖๗ จึงขอส่งคำร้องดังกล่าวมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามบทบัญญัติ
รัฐธรรมนูญ
คำร้องที่สอง ผู้ร้องที่ ๒ ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ข้อเท็จจริงตาม
คำร้องและเอกสารประกอบสรุปได้ว่า
เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๑ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้มีหนังสือร้องเรียนต่อประธาน
กรรมการการเลือกตั้งว่า ผู้ถูกร้องขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเป็นพิธีกรในรายการ“ชิมไป
บ่นไป” และรายการอื่น ๆ ของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด อันเป็นบริษัทของเอกชนที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่ง
หาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน ซึ่งปรากฏต่อสาธารณชนหลายครั้งทางสื่อมวลชน อันเป็นการ
กระทำอันต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
ซึ่งทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ (๗) ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นับแต่วันที่กระทำการอันต้องห้าม ผู้ร้องที่ ๒ ได้แต่งตั้ง
คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ความว่า บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ก่อตั้งในปี
๒๕๓๗ มีนายศักด์ิชัย แก้ววรรณีสกุล เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยมีวัตถุประสงค์รับจ้างจัดทำรายการ
ต่าง ๆ เพื่อการโฆษณา การบันเทิง ประชาสัมพันธ์ และการส่งเสริมการขายทางสถานี
วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ สิ่งตีพิมพ์ และสื่อโฆษณาทุกชนิด ในปี ๒๕๔๓ นายศักด์ิชัย แก้ววรรณีสกุล
ได้เชิญผู้ถูกร้องเข้าทำหน้าที่พิธีกรในรายการ“ชิมไป บ่นไป” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี
ซึ่งผู้ถูกร้องได้รับทำหน้าที่พิธีกรดังกล่าวเรื่อยมา โดยได้รับค่าตอบแทนการเป็นพิธีกรครั้งละ
๕,๐๐๐ บาท และบางครั้งได้รับเงินเพิ่มซึ่งเป็นค่าจัดซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารที่ออกรายการประมาณ
ครั้งละ ๑,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ บาท และในขณะที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรียังได้รับทำ
หน้าที่เป็นพิธีกรในรายการ“ชิมไป บ่นไป” และรายการยกโขยง ๖ โมงเช้า ให้แก่บริษัทเฟซ มีเดีย
จำกัด แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า ผู้ถูกร้องได้รับเงินค่าตอบแทนจากบริษัทหรือไม่ สำหรับรายการ
“ชิมไป บ่นไป” ได้มีการนำรูปใบหน้านายกรัฐมนตรีและรูปจมูกชมพู่โดยเขียนชื่อผู้ถูกร้องลงโฆษณา
เป็นสัญลักษณ์ทางการค้ารูปการ์ตูน ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำรายการที่มีผลในการจดจำของผู้ชม
โดยทั่วไป ทั้งนี้รูปการ์ตูนดังกล่าวจะมีปรากฏในรายการเป็นระยะ ๆ อยู่ตลอด ต่อมานายเรืองไกร
ลีกิจวัฒนะ ได้พบเห็นการทำหน้าที่พิธีกรในรายการดังกล่าวของผู้ถูกร้อง จึงได้ใช้สิทธิตามมาตรา ๖๒
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า
ผู้ถูกร้องในฐานะนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมเป็นพิธีกรในรายการ“ชิมไป บ่นไป” และรายการ“ยกโขยง
๖ โมงเช้า” ที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดซึ่งทำให้ความเป็น
นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ส่วนผู้ถูกร้องได้มีหนังสือชี้แจงว่า การรับเป็นพิธีกรให้แก่ บริษัทเฟซ มีเดีย
จำกัด ได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถในการไปถ่ายทำรายการ แต่เมื่อผู้ถูกร้องเป็นนายกรัฐมนตรี
ไม่ขอรับค่าตอบแทนใด ๆ จากบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด และยืนยันว่าไม่เคยทำสัญญาการเป็นลูกจ้างใด ๆ
กับทางบริษัท และในปี ๒๕๕๐ บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. ๓)
ปรากฏว่ามีการจ่ายเงินค่าจ้างแสดงให้ผู้ถูกร้องดังนี้
(๑) ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๐ จำนวน ๒ ยอด เป็นเงิน ๑๔๗,๓๖๘.๔๒ บาท
หักภาษี ณ ที่จ่าย ๗,๓๖๘.๔๒ บาท และเป็นเงิน ๑๐๕,๒๖๓.๑๖ บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย
๕,๒๖๓.๑๖ บาท
(๒) เดือนมิถุนายน ๒๕๕๐ เป็นเงิน ๑๐๕,๒๖๓.๑๖ บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย
๕,๒๖๓.๑๖ บาท
(๓) เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ เป็นเงิน ๑๔๗,๓๖๘.๔๒ บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย
๗,๓๖๘.๔๒ บาท
ส่วนรายการแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด. ๓ ของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด
ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ได้รับ
เอกสารหลักฐานจากกรมสรรพากร
คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเสียงข้างมาก จึงเห็นควรส่งเรื่องที่ผู้ถูกร้องเข้าไปทำหน้าที่
เป็นพิธีกรในรายการ“ชิมไป บ่นไป” และรายการยกโขยง ๖ โมงเช้า ของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ไป
ยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า การเป็นพิธีกรในรายการดังกล่าวเป็นการดำรงตำแหน่งใน
ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินการโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน อันจะทำให้
ความเป็นนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามความในมาตรา ๑๘๒ (๗) และมาตรา
๒๖๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หรือไม่
ผู้ร้องที่ ๒ ได้พิจารณาสำนวนสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนและ
เอกสารหลักฐานต่าง ๆ แล้ว เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน จึงมีมติให้
ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง
หรือไม่
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องทั้ง
สองเรื่องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา
๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) และมาตรา ๒๖๗ ประกอบมาตรา ๑๘๒ วรรคสาม และมาตรา ๙๑ หรือไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
“ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ...(๗) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๗ มาตรา
๒๖๘ หรือมาตรา ๒๖๙” มาตรา ๒๖๗ ได้บัญญัติการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ว่า
“ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๖๕ มาใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย เว้นแต่เป็นการดำรง
ตำแหน่งหรือดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท
หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็
มิได้ด้วย” มาตรา ๑๘๒ วรรคสาม บัญญัติว่า “ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ มาใช้
บังคับกับการสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรีตาม (๒) (๓) (๕) หรือ (๗) หรือวรรคสอง โดยให้
คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย” และมาตรา ๙๑ วรรคหนึ่ง
บัญญัติว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวน
สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่า
สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๖ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗)
(๘) (๑๐) หรือ (๑๑) หรือมาตรา ๑๑๙ (๓) (๔) (๕) (๗) หรือ (๘) แล้วแต่กรณี และให้ประธาน
แห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้น
สิ้นสุดลงหรือไม่”
พิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว มุ่งประสงค์ให้มีการตรวจสอบการกระทำที่เป็น
การขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะมี
บทบังคับเป็นกรณีพิเศษตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ว่า จะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท
หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็
มิได้ด้วย หากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้กระทำการดังกล่าว ก็จะมีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ วรรคสาม ได้บัญญัติ
ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาตามจำนวนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๑ มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภาและ
ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีคนใดสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗)
กรณีตามคำร้องปรากฏว่า ผู้ร้องที่ ๑ เป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวน ๒๙ คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า
หนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาได้เข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภา
และผู้ร้องที่ ๒ เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ส่งคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า
ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีจึงเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา
๑๘๒ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๙๑ แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว
ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ผู้ถูกร้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมทั้งเรียกพยานหลักฐานที่อยู่ในความ
ครอบครองของหน่วยงาน บริษัท และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไต่สวนพยานที่ศาลเรียก และพยานที่ผู้ถูกร้อง
อ้างแล้ว ปรากฏว่า
๑. ผู้ถูกร้องได้มีหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ วันที่ ๑๔
สิงหาคม ๒๕๕๑ และวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ รวม ๓ ฉบับ สรุปได้ว่า
๑.๑ ผู้ถูกร้องเป็นผู้เขียนหนังสือ ชื่อ “ชิมไป บ่นไป” ต่อมา นายศักด์ิชัย แก้ววรรณีสกุล
เจ้าของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ได้เชิญผู้ถูกร้องไปเป็นวิทยากรหรือผู้แนะนำรายการอาหาร ชื่อ “ชิมไป บ่นไป”
การที่ผู้ถูกร้องได้รับเชิญไปในรายการดังกล่าว ไม่เคยมีการทำสัญญาหรือลงนามในเอกสารใด ๆ
เกี่ยวกับการจ้างงาน และการรับเชิญครั้งแรกได้รับค่าพาหนะ ๕,๐๐๐ บาท โดยค่าพาหนะจะได้รับ
เฉพาะเมื่อไปออกรายการเท่านั้น แต่ถ้าไม่ไปออกรายการตามที่เชิญมาก็ไม่ได้รับ
ผู้ถูกร้องไม่มีส่วนได้เสีย ไม่เป็นผู้ถือหุ้น หรือมีตำแหน่งใด ๆ ไม่มีเงินเดือน หรือ
รายรับประจำ และไม่เคยได้รับการแบ่งกำไรจากการประกอบกิจการของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด แต่
อย่างใด อีกทั้งการที่ผู้ถูกร้องได้รับเชิญไปออกรายการดังกล่าวทางโทรทัศน์ ก็ไม่ได้กระทำในฐานะเป็น
ลูกจ้างตามความหมายของเรื่องลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และตาม
ความหมายของประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ ๑๑๑ เพราะผู้ถูกร้อง
ไม่ได้ตกลงทำงานเพื่อรับค่าจ้าง
การที่มีรายการดังกล่าวออกเผยแพร่หลังจากที่ผู้ถูกร้องรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ
วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เป็นการถ่ายทำเป็นวีดีโอไว้ก่อน และหลังจากที่มีผู้แสดงความเห็นว่าการ
ออกรายการไม่เหมาะสม ผู้ถูกร้องก็หยุดเกี่ยวข้องกับรายการของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด และไม่ได้เข้า
ไปเป็นวิทยากร หรือเป็นผู้แนะนำรายการเกี่ยวกับอาหารการกิน ชื่อ “ชิมไป บ่นไป” อีกเลย การที่
ผู้ถูกร้องได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร หรือเป็นผู้แนะนำรายการเกี่ยวกับอาหารการกิน ชื่อ “ชิมไป บ่นไป”
จึงไม่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๗
๑.๒ คำร้องที่ผู้ร้องที่ ๒ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้อาศัยข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน
ของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็นหลัก ซึ่งนายเรืองไกรก็ได้ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภายื่นคำร้องลักษณะ
เดียวกันต่อประธานวุฒิสภาเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน ซึ่งผู้ถูกร้องเห็นว่าข้อเท็จจริง
และพยานหลักฐานของนายเรืองไกรเป็นเอกสารทางอินเตอร์เน็ตและจากหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นเอกสารที่
นายเรืองไกรรับฟังมาอีกทอดหนึ่ง และเป็นเอกสารที่เป็นเท็จ ไม่มีมูลความจริง
ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งใดในบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด นั้น ผู้ถูกร้องไม่ได้
เป็นผู้เริ่มก่อตั้ง กรรมการบริหาร หรือผู้ถือหุ้น ของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ปรากฏตามสำเนาหนังสือ
บริคณห์สนธิ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท และสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น และ “พิธีกร” ไม่ใช่
ตำแหน่งที่มีในโครงสร้างของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด การที่ผู้ถูกร้องเป็นพิธีกรในรายการให้บริษัท จึงมี
ฐานะเป็นเพียงผู้รับเชิญเท่านั้น
๑.๓ ส่วนที่เกี่ยวกับการเป็นลูกจ้างของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด นั้น ผู้ถูกร้องไม่ได้
เป็นลูกจ้างของบริษัท เพราะคำว่า “ลูกจ้าง” และ “ค่าจ้าง” เมื่อพิจารณาความหมายตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ ๖ เรื่องจ้างแรงงาน มาตรา ๕๗๕ แล้ว ผู้ถูกร้องเห็นว่า
การเป็นพิธีกรหรือวิทยากร ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างหรือผู้ได้รับเงินค่าจ้าง และผู้ถูกร้องไม่เคยได้รับเงิน
ประจำเป็นรายเดือน เดือนละ ๘๐,๐๐๐ บาท ตามที่นายเรืองไกรกล่าวหา และนายศักด์ิชัย แก้ววรรณีสกุล
เจ้าของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ก็ได้ยืนยันว่าไม่ได้จ่ายเงินรายเดือนดังกล่าวให้ผู้ถูกร้อง
ผู้ถูกร้องขอให้ถือเอาสำนวนการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวน
สอบสวนของผู้ร้องที่ ๒ และหนังสือชี้แจงของผู้ถูกร้องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง ที่ส่งมาพร้อม
คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานี้ เป็นส่วนหนึ่งของคำชี้แจงนี้ด้วย
๑.๔ การจะพิจารณาว่าผู้ถูกร้องเป็นลูกจ้างบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด หรือไม่ จะต้องนำ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ ซึ่งได้บัญญัติความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
ไว้ว่า “นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง”
มาพิจารณาด้วย เพราะในการหักภาษี ณ ที่จ่ายของลูกจ้างโดยนายจ้างเพื่อนำส่งกรมสรรพากร
กรมสรรพากรยังนำพฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ มาประกอบเพื่อ
เรียกเก็บภาษีด้วย ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ถูกร้องกับบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด
มีความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างลูกจ้างแต่อย่างใด
๒. กรมสรรพากรได้ส่งเอกสารหลักฐานการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของผู้ถูกร้องและ
บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว สรุปได้ว่า
๒.๑ ผู้ถูกร้องได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้
กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด.๙๐) ประจำปีภาษี ๒๕๔๓ และปีภาษี ๒๕๔๖ ถึงปีภาษี ๒๕๕๐ รวม ๖ ปี แสดง
ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ถูกร้องมีรายได้พึงประเมินประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินได้พึงประเมินจากการจ้าง
แรงงาน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๑) เพียงประเภทเดียว ดังนี้
๒.๑.๑ ปีภาษี ๒๕๔๓ มีเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๓) คือ ค่าลิขสิทธ์ิ
หนังสือบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท
๒.๑.๒ ปีภาษี ๒๕๔๖ มีเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๘) คือ เงินได้จากการ
เป็นพิธีกรจากบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จำนวน ๘๔๒,๑๐๕.๒๐ บาท
๒.๑.๓ ปีภาษี ๒๕๔๗ มีเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๘) คือ เงินได้จากการ
เป็นพิธีกรจากบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จำนวน ๑,๐๘๖,๒๘๙.๔๖ บาท
๒.๑.๔ ปีภาษี ๒๕๔๘ มีเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๘) ค่าวิทยากร จาก
บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จำนวน ๒,๐๔๔,๓๐๕.๖๗ บาท
๒.๑.๕ ปีภาษี ๒๕๔๙ และปีภาษี ๒๕๕๐ มีเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๑)
คือ เงินเดือน ค่าจ้าง ฯ มาตรา ๔๐ (๘) คือ เงินได้จากการแสดง แต่ไม่มีเอกสารแนบว่า ผู้หักภาษีคือใคร
๒.๒ บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. ๓)
ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกร้องต่อกรมสรรพากร ดังนี้
(๑) ปี ๒๕๔๗ เดือนมิถุนายนหักภาษี ณ ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าตัวพิธีกร ๓
รายการ เดือนกรกฎาคม หักภาษี ณ ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าตัวพิธีกร ๑ รายการ เดือนสิงหาคม หักภาษี ณ
ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าตัวพิธีกร ๒ รายการ เดือนกันยายน หักภาษี ณ ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าตัวพิธีกร ๓
รายการ เดือนตุลาคม หักภาษี ณ ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าตัวพิธีกร ๑ รายการ เดือนพฤศจิกายน หักภาษี ณ
ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าตัวพิธีกร ๑ รายการ และเดือนธันวาคม หักภาษี ณ ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าตัวพิธีกร ๑
รายการ
(๒) ปี ๒๕๔๘ มีเฉพาะเดือนมกราคมถึงเมษายนโดยเดือนมกราคมหักภาษี ณ
ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าตัวพิธีกร ๑ รายการ เดือนกุมภาพันธ์ไม่ปรากฏรายการชื่อผู้ถูกร้องเป็นผู้ได้รับเงินได้ที่
ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เดือนมีนาคมหักภาษี ณ ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าแสดง ๓ รายการ และเดือนเมษายน
ไม่ปรากฏรายการชื่อผู้ถูกร้องเป็นผู้ได้รับเงินได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
(๓) ปี ๒๕๕๐ มีเฉพาะเดือนเมษายนถึงมิถุนายน และเดือนตุลาคมถึง
ธันวาคม โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายผู้ถูกร้อง เป็นค่าจ้างแสดงในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม เดือนละ
๒ รายการ และเดือนตุลาคมหักภาษี ณ ที่จ่ายผู้ถูกร้อง ค่าจ้างแสดง ๓ รายการ
(๔) ปี ๒๕๕๑ มีเฉพาะเดือนพฤษภาคมและไม่ปรากฏรายการชื่อผู้ถูกร้อง
เป็นผู้ได้รับเงินได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
๓. บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด โดยนายศักด์ิชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการผู้จัดการ ส่งเอกสาร
หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับรายการ“ชิมไป บ่นไป” และรายการ “ยกโขยง ๖ โมงเช้า” สรุปได้ว่า
๓.๑ รายการ“ชิมไป บ่นไป” บริษัทได้ทำสัญญาเช่าเวลาออกอากาศกับ
กรมประชาสัมพันธ์ ตามสัญญาที่ ๑๙๕/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๐ ออกอากาศทางสถานี
วิทยุโทรทัศน์ทีไอทีวี โดยเป็นรายการลักษณะวาไรตี้เกี่ยวกับเรื่องอาหารและแหล่งท่องเที่ยว ความยาว
ของรายการรวมโฆษณา ๒๕ นาที ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา ๑๐.๐๔ - ๑๐.๓๐ นาฬิกา ระยะเวลา
ของสัญญา เริ่มวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๐ มีเงื่อนไขการชำระค่าบริการ
เป็นเช็คสั่งจ่ายในนามกรมประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าก่อนวันออกอากาศไม่น้อยกว่า ๕ วันทำการ
๓.๒ บริษัทมีหนังสือ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ขอคำปรึกษาผู้ถูกร้องเกี่ยวกับ
การเป็นพิธีกรกิตติมศักด์ิในรายการ“ชิมไป บ่นไป” ว่า บริษัทได้ทราบว่า ผู้ถูกร้องจะลงสมัครรับเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงมีความกังวลใจว่าผู้ถูกร้องจะยังคงดำเนินการเป็นพิธีกรประจำรายการอยู่
หรือไม่ เพราะทางบริษัทมีภาระที่จะต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าและพนักงานเป็นจำนวนมากในเรื่องความ
เป็นอยู่และค่าจ้าง ซึ่งบริษัทพร้อมรับคำตัดสินใจของผู้ถูกร้องไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งผู้ถูกร้องมีหนังสือ
แจ้งตอบสรุปความว่า ถ้าหากผู้ถูกร้องยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ คงจะไม่มีปัญหาอะไรในการทำ
รายการ แต่ต่อไปหากผู้ถูกร้องต้องไปทำงานฝ่ายบริหาร ซึ่งมีกฎ ระเบียบและข้อกำหนด ค่อนข้าง
เข้มงวด แม้ว่าทางฝ่ายกฎหมายจะแสดงความเห็นว่า งานพิธีกรให้รายการที่เป็นเหมือนการรับจ้างทำของ
เป็นครั้งคราวนั้น น่าจะไม่เข้ากฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่ผู้ถูกร้องก็อยากมีข้อกำหนดในการรับทำงาน
อย่างที่เคยทำมาไว้สักสองประการ ประการแรก ขอทำหน้าที่รับเชิญไปเป็นผู้แนะนำวิธีการทำอาหารที่
น่าจะเป็นประโยชน์ของประชาชน นับแต่นี้ต่อไป โดยไม่รับเงินค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถเหมือน
อย่างเคย ประการที่สอง นับแต่นี้เป็นต้นไปนายศักด์ิชัยควรเริ่มหาคนที่จะเป็นพิธีกรแทนผู้ถูกร้อง
ซึ่งถ้าหากเป็นฝ่ายรัฐบาลทำหน้าที่บริหารคงหาเวลามาทำได้ไม่ง่ายเหมือนเคย
๔. ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้ส่งสำเนาหนังสือสกุลไทย ฉบับที่ ๒๔๕๓
ปีที่ ๔๗ ประจำวันอังคารที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๔ ในหัวข้อ “สัมภาษณ์นายสมัคร สุนทรเวช
ผู้ว่าราชการ กทม. เปิดบ้านส่วนตัวและบ้านเพื่อชาวกทม. โดยเมล็ดข้าว” ซึ่งปรากฏว่าในช่วงบทสัมภาษณ์มี
ข้อความตอนหนึ่งว่า “ส่วนการทำหน้าที่พิธีกรกิตติมศักด์ิรายการโทรทัศน์ชิมไป บ่นไป ที่ออกอากาศ
ทุกวันเสาร์ เวลา ๑๐.๓๐ - ๑๑.๐๐ นาฬิกา ทางไอทีวี ผลิตรายการโดยบริษัทเฟซ มีเดีย เป็นเงินเดือน
เดือนละ ๘ หมื่นบาท ก็บริจาคให้กองทุนสุนัขและแมวจรจัดสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อทำหมันและ
ใส่ปลอกคอสีเขียว”
๕. ผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ส่งสำเนาเทปรายการและเอกสารถอด
เทปรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ปรากฏถ้อยคำของผู้ถูกร้องใน
ระหว่างดำเนินรายการโดยผู้ถูกร้องได้กล่าวเกี่ยวกับการเป็นพิธีกรรายการ“ชิมไป บ่นไป” ไว้ตอนหนึ่ง
ว่า “...๒ - ๓ วันมาอีกแล้วครับ มีคน คณะนี้คณะที่จะหาคนมาแทนนายสมัครที่เป็นข่าวเอิกเกริกอยู่นี่
ละครับ พวกนี้ละครับ ต้องเอาสมัครออกให้ได้ ค้นพบอีกแล้วว่าไปทำรายการ“ชิมไป บ่นไป”
ผิดกฎหมาย เพราะว่าก่อนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐมนตรีจะต้องเซ็นเอกสารยาวหลายหน้า
ไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ มากมายก่ายกอง ไปค้นพบมาว่าเป็นลูกจ้างบริษัท เขาบอกผมเป็นลูกจ้างบริษัท
แล้วยังไงรู้ไหมครับ ลูกจ้างชั่วคราวก็ไม่ได้ ลูกจ้างประจำก็ไม่ได้ รับเงินหรือไม่รับเงินก็ไม่ได้เป็น
เกียรติยศ เกียรติศักด์ิ กิตติมศักด์ิ ไม่ได้ทั้งนั้น ผิด เขาว่าอย่างนั้น เขียนไว้อย่างนั้นลูกจ้าง แต่ต้องบอก
ให้ฟังนะครับ ผมที่ทำมา ๓ เดือน ตอนเป็นนายก ฯ ก็ยังทำ เพราะว่าได้ถามนักกฎหมายชั้นยอดเลยว่า
ถามว่าตกลงเป็นอย่างไร ผมเป็นลูกจ้างบริษัทนี้ไหม เขาบอกว่า คุณทำทีหนึ่ง เขาก็ให้ค่าน้ำมันรถ
ให้ค่าอะไรตอบแทนเป็นคราว ๆ ไป ไม่ทำก็ไม่ได้ ใช่ไหม บอกถูกต้อง เขาบอกอย่างนี้เรียกว่า รับจ้าง
ไม่เข้า ถ้าเป็นลูกจ้างเข้าตามนั้นต้องลงทะเบียน มีบัญชี มีชื่อ ต้องเอาไปยื่นประกันสังคม
นี่ไม่ต้อง เขาจ้างมาก็ทำ ไม่จ้างก็เลิกจ้าง เขาเรียกว่ารับจ้าง อย่างนั้นก็ทำได้...”
๖. นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ผู้จัดการทั่วไป ร้านง่วนสูน (๑๙๗๔) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับเชิญไปร่วม
รายการ“ชิมไป บ่นไป” ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕ เมื่อวันที่ ๒๖
เมษายน ๒๕๕๑ ได้รับรองบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความเพิ่มเติม สรุปได้ว่า
พยานดำรงตำแหน่งในกิจการทางสังคม และตำแหน่งในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ คือ กรรมการบริษัท
การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยกรรมการสรรหาเป็นผู้เลือกพยานมาเป็นกรรมการในฐานะที่พยานเป็น
รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม ซึ่งการสรรหาเป็นไปตามระเบียบของบริษัทการบินไทย จำกัด
(มหาชน) และไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่วนตัวของพยาน พยานเป็นผู้สนับสนุนบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด
ผู้ผลิตรายการ“ชิมไป บ่นไป” และ “ยกโขยง ๖ โมงเช้า” โดยทำสัญญาโฆษณากับบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด
ทุก ๖ เดือน โดยมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์สินค้าของร้าน โดยเป็นผู้สนับสนุน
รายการ“ชิมไป บ่นไป” ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ และรายการ “ยกโขยง ๖ โมงเช้า” ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐
แต่อย่างไรก็ตามบริษัทก็ไม่ได้เจาะจงสนับสนุนบริษัทนี้บริษัทเดียว มีการสนับสนุนรายการของบริษัท
อื่นด้วย เช่น “รายการครอบจักรวาล” โดยเป้าหมายว่าจะเกิดประโยชน์เพียงใดจะพิจารณาจากกรณีที่
รายการอยู่เป็นเวลาที่เหมาะสม สำหรับการจ่ายเงินสนับสนุนรายการจะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน กรณี
รายการ“ชิมไป บ่นไป” เดือนละ ๙๐,๐๐๐ บาท ส่วนรายการ “ยกโขยง ๖ โมงเช้า” เดือนละ ๕๐,๐๐๐
บาท การที่ร้านของพยานสนับสนุนรายการ“ชิมไป บ่นไป” และ “ยกโขยง ๖ โมงเช้า”
ก็เป็นการทำสัญญากับบริษัทเจ้าของรายการ ส่วนกิจการอื่นไม่ได้เกี่ยวข้องกันและไม่มีความสัมพันธ์กับ
ผู้ถูกร้องแต่อย่างใด
๗. ผู้ถูกร้องได้เบิกความเป็นพยาน สรุปได้ว่า ผู้ถูกร้องเป็นพิธีกรรายการ“ชิมไป บ่นไป”
ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชกรุงเทพมหานคร โดยบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด
เป็นผู้ติดต่อมาให้ไปเป็นพิธีกร ซึ่งผู้ถูกร้องไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ และไม่เคยมีหรือรับ
เงินเดือนจากบริษัทดังกล่าวแต่อย่างใด โดยก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบริษัทจะให้ค่าตอบแทน
ครั้งละแสนกว่าบาท หลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่รับค่าตอบแทนอีก บริษัทจะให้เป็น
ค่าน้ำมันรถและค่าจ่ายตลาดซื้อกับข้าวไปทำในรายการประมาณ ๓,๐๐๐ หรือ ๕,๐๐๐ บาท โดยจ่าย
ให้กับคนขับรถของผู้ถูกร้อง ซึ่งนอกจากมีหน้าที่ขับรถแล้ว จะดูแลเรื่องการเติมน้ำมันด้วย การบันทึก
เทปล่วงหน้าครั้งหนึ่งครึ่งวันแล้วเอาไปออกอากาศทั้งเดือน ประมาณ ๔ ครั้ง ไม่เป็นรายการสดแต่อย่างใด
การโฆษณาสินค้าในรายการผู้ถูกร้องไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้อง เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทเฟซ มีเดีย
จำกัด กับผู้สนับสนุนรายการดังกล่าว ส่วนใหญ่ผู้ถูกร้องไม่รู้จัก และในการเชิญผู้สนับสนุนรายการหรือ
สปอนเซอร์มาร่วมรายการนั้น บริษัทจะเป็นผู้เชิญ ผู้ถูกร้องไม่ได้เป็นผู้เชิญมาเอง ก่อนการเลือกตั้ง
ปลายปี ๒๕๕๐ บริษัทมีหนังสือหารือว่า ผู้ถูกร้องจะรับหน้าที่เป็นพิธีกรอีกต่อไปหรือไม่ จากการที่ได้
สอบถามนักกฎหมายก็บอกว่าไม่ได้เป็นลูกจ้างแต่เป็นการรับจ้าง อย่างไรก็ตามผู้ถูกร้องก็ได้มีหนังสือ
ตอบไปว่า ให้บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จัดหาพิธีกรคนใหม่มาดำเนินรายการแทน หลังจากดำรงตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ มีการบันทึกเทปรายการประมาณ ๒ - ๓ ครั้ง และ
ขณะเอามาออกอากาศผู้ถูกร้องก็ไม่ได้ยับยั้งแต่อย่างใด เมื่อมีผู้โต้แย้งประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑
ว่าเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย จึงได้สั่งให้ระงับการออกอากาศและให้เอาเทปรายการคืนจากสถานี
วิทยุโทรทัศน์ กรณีสัญลักษณ์ของรายการเป็นรูปการ์ตูนรูปคนครัวแล้วมีจมูกชมพู่แสดงถึงนายสมัคร
สุนทรเวช ซึ่งทำรายการมาประมาณ ๗ ปี แล้ว ส่วนกรณีที่ประมาณปี ๒๕๔๔ หนังสือสกุลไทยราย
สัปดาห์ลงบทสัมภาษณ์ผู้ถูกร้องว่า ได้รับเงินเดือน ๘๐,๐๐๐ บาท นั้น เป็นกรณีที่บริษัทต้องการ
โฆษณารายการ โดยคิดคำนวณจากค่าตอบแทนครั้งละ ๒๐,๐๐๐ บาท เดือนหนึ่งออกอากาศ ๔ ครั้ง
รวม ๘๐,๐๐๐ บาท ส่วนรายการ ยกโขยง ๖ โมงเช้า ผู้ถูกร้องก็ไม่ได้เรียกร้องค่าตอบแทนแต่อย่างใด
เช่นกัน
๘. นายศักด์ิชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ได้รับรองบันทึก
ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความเพิ่มเติม สรุปได้ว่า พยานทำรายการ “ชิมไป
บ่นไป” ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๑ เมื่อพยานได้อ่านหนังสือชิมไปบ่นไปที่ผู้ถูกร้องเป็นผู้เขียน ทำให้เกิด
ความคิดที่จะทำเป็นรายการทีวี ซึ่งในขณะนั้นผู้ถูกร้องยังไม่เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ปี ๒๕๔๒ จึงได้ขอเข้าพบผู้ถูกร้องเพื่อเสนอและสอบถามว่าจะดัดแปลงรายการทำอาหารจากหนังสือ
ดังกล่าวมาเป็นออกรายการทางทีวีได้หรือไม่ ต่อมาประมาณ ๓ - ๔ เดือน พยานได้เข้าพบผู้ถูกร้อง
และอธิบายรายละเอียดในการที่จะแปลงหนังสือมาเป็นรายการโทรทัศน์ เพื่อสร้างคุณูปการให้เกิดแก่
สังคมไทย ซึ่งผู้ถูกร้องรับข้อเสนอไว้พิจารณา และได้แจ้งตกลงในภายหลังโดยไม่มีการพูดเรื่องเงิน
ค่าตอบแทนใด ๆ และไม่มีการทำสัญญาจ้างงาน และผู้ถูกร้องไม่ได้มีตำแหน่งใดในบริษัทและไม่ถือเป็น
ลูกจ้างบริษัทแต่อย่างใด เพราะไม่มีการจ่ายเงินเดือนและจ่ายค่าประกันสังคม ผู้ถูกร้องจะได้ค่าตอบแทน
ในลักษณะนักแสดงทั่ว ๆ ไป การบันทึกเทปจะบันทึกวันเดียวแล้วออกอากาศได้ ๔ ครั้ง เมื่อประมาณ
วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ บริษัทได้มีหนังสือสอบถามผู้ถูกร้องว่าสามารถที่จะเป็นนักแสดงประกอบ
อาหารได้หรือไม่ ผู้ถูกร้องตอบว่าได้ปรึกษานักกฎหมายแล้วสามารถกระทำได้ แต่จะไม่รับเงินใด ๆ
ทั้งสิ้น ภายหลังผู้ถูกร้องเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว มีการบันทึกเทปรายการยกโขยง ๖ โมงเช้า ประมาณ
ครั้งหรือสองครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่มีการบันทึกอีก สำหรับเรื่องค่าตอบแทนผู้ถูกร้องไม่เคยเรียกร้อง
ค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบริษัท ซึ่งภายหลังเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ผู้ถูกร้องไม่ขอรับ
ค่าตอบแทน บริษัทจึงไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนให้ คงมีแต่ค่าน้ำมันรถซึ่งจ่ายให้กับคนขับรถและจ่ายเพียง
ครั้งเดียว
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เอกสารประกอบ พยานหลักฐานอื่น
ที่เกี่ยวข้อง และคำเบิกความของพยานบุคคลแล้ว เห็นว่า คดีทั้งสองมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะ
พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงกำหนดประเด็นที่จะต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง
สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) ประกอบมาตรา ๒๖๗ เพราะเหตุผู้ถูกร้อง
ดำรงตำแหน่งใดในบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มา
แบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าว หรือไม่
มีปัญหาประการแรกที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องเป็นลูกจ้างของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ซึ่งบัญญัติห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
เป็นลูกจ้างของบุคคลใดเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นไปโดยชอบ ป้องกัน
มิให้เกิดการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดสถานการณ์ขาดจริยธรรมซึ่งยาก
ต่อการตัดสินใจ ทำให้ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะ
เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ การขัดกันระหว่างประโยชน์
ส่วนตัวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่จึงขัดกันในลักษณะที่ประโยชน์ส่วนตัวจะได้มาจากการเสียไป
ซึ่งประโยชน์สาธารณะ
การทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบรรลุผลจึงมิใช่แปลความคำว่า “ลูกจ้าง”
ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ เพียงหมายถึงลูกจ้างตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือตามกฎหมายภาษีอากร เท่านั้น เพราะกฎหมายแต่ละฉบับ
ย่อมมีเจตนารมณ์แตกต่างกันไปตามเหตุผลแห่งการบัญญัติกฎหมายนั้น ๆ ทั้งกฎหมายดังกล่าวเป็น
กฎหมายที่มีศักด์ิต่ำกว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ และยังมี
เจตนารมณ์เพื่อป้องกันการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์แตกต่างจากกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย
อนึ่ง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์การปกครองประเทศ มุ่งจัดตั้งรับรองสถานะของ
สถาบันและสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กำหนดพื้นฐานในการดำเนินการของรัฐ เพื่อให้รัฐได้ใช้
เป็นหลักในการปรับใช้กับสภาวการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์
ดังนั้น คำว่า “ลูกจ้าง” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ จึงมีความหมายกว้างกว่าคำนิยามของ
กฎหมายอื่น โดยต้องแปลความตามความหมายทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ว่าหมายถึง “ผู้รับจ้างทำการงาน ; ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้
นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร” โดยมิได้คำนึงว่าจะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์
อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง สินจ้าง หรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน
อย่างอื่น หากมีการตกลงเป็นผู้รับจ้างทำการงานแล้ว ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ตาม
รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ทั้งสิ้น มิฉะนั้นผู้เป็นลูกจ้าง รับค่าจ้างเป็นรายเดือนในลักษณะสัญญาจ้าง
แรงงาน เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ก็สามารถทำงานต่อไปได้ โดย
เปลี่ยนค่าตอบแทนจากค่าจ้างรายเดือนมาเป็นสินจ้างตามการงานที่ทำ เช่น แพทย์ก็เปลี่ยนจากเงินเดือน
มาเป็นค่ารักษาตามจำนวนคนไข้ ที่ปรึกษากฎหมายก็เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่าปรึกษาหรือค่าทำ
ความเห็นเป็นรายครั้ง ซึ่งก็ยังมีความผูกพันในเชิงผลประโยชน์กันอยู่ระหว่างเจ้าของกิจการกับ
ผู้รับทำงานให้ เห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจตนารมณ์ให้หาช่องทางหลีกเลี่ยงบทบังคับกันได้
โดยง่ายเช่นนั้น
ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนผู้ถูกร้องว่า หลังจากผู้ถูกร้องเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แล้ว ผู้ถูกร้องยังคงเป็นพิธีกรในรายการ“ชิมไป บ่นไป” และ “ยกโขยง ๖ โมงเช้า” ให้แก่บริษัทเฟซ
มีเดีย จำกัด เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะกิจการงานที่บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ได้กระทำร่วมกันกับผู้ถูกร้อง
มาโดยตลอดเป็นเวลาหลายปี โดยบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ทำเพื่อมุ่งค้าหากำไร มิใช่เพื่อการกุศล
สาธารณะ และผู้ถูกร้องก็ได้รับค่าตอบแทนอย่างสมฐานะและภารกิจ เมื่อได้กระทำในระหว่างที่ผู้ถูกร้อง
ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการกระทำและนิติสัมพันธ์ที่อยู่ในขอบข่ายที่มาตรา ๒๖๗
ประสงค์จะป้องปรามเพื่อมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับภาคธุรกิจเอกชนแล้ว ทั้งยังปรากฏจากคำให้
สัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องในหนังสือสกุลไทย ฉบับที่ ๔๗ ประจำวันอังคารที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๔ หน้า ๓๗
อีกด้วยว่า การทำหน้าที่พิธีกรกิตติมศักด์ิรายการโทรทัศน์ชิมไป บ่นไป ที่ออกอากาศทุกวันเสาร์
เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๑.๐๐ นาฬิกา ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผลิตรายการโดยบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด นั้น
ผู้ถูกร้องได้รับเงินเดือนจากบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เดือนละ ๘๐,๐๐๐ บาท สำหรับหนังสือของ
นายศักด์ิชัย มีถึงผู้ถูกร้องลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ปรึกษาว่าผู้ถูกร้องจะดำเนินการอย่างไรในการ
เป็นพิธีกรรับเชิญในรายการ“ชิมไป บ่นไป” และหนังสือของผู้ถูกร้องมีถึงนายศักด์ิชัย ลงวันที่ ๒๕
ธันวาคม ๒๕๕๐ แจ้งว่าผู้ถูกร้องจะทำให้เปล่า ๆ โดยไม่รับเงินค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถเหมือน
อย่างเคยนั้น ผู้ถูกร้องไม่เคยแสดงหนังสือทั้งสองฉบับนี้มาก่อนจะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งเรียกให้
ชี้แจง โดยผู้ถูกร้องชี้แจงเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ และยังคงยืนยันเสมือนว่าก่อนเดือน
ธันวาคม ๒๕๕๐ ผู้ถูกร้องได้รับค่าตอบแทนเป็นเพียงค่าน้ำมันรถเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของ
นางดาริกา และหลักฐานทางภาษีอากรดังกล่าวข้างต้นที่ว่าก่อนหน้านั้นผู้ถูกร้องได้รับค่าจ้างแสดง ไม่ใช่
ค่าน้ำมันรถ อันเป็นข้อพิรุธ ส่อแสดงว่าเป็นการทำหลักฐานย้อนหลังเพื่อปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
ค่าตอบแทนของผู้ถูกร้อง ทั้งผู้ถูกร้องเองเบิกความว่าผู้ถูกร้องไม่ได้รับค่าน้ำมันรถและค่าใช้จ่าย น่าจะ
เป็นการนำเงินไปให้คนขับรถมากกว่า ก็ขัดแย้งกับคำชี้แจงของผู้ถูกร้อง ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๑
ซึ่งให้การว่า การที่ผู้ถูกร้องได้รับเชิญไปในรายการ“ชิมไป บ่นไป” จะได้รับค่าพาหนะโดยค่าพาหนะจะ
ได้รับเฉพาะเมื่อได้ไปออกรายการเท่านั้น ถ้าไม่ได้ไปออกรายการตามที่เชิญมาก็ไม่ได้รับค่าพาหนะ
จึงรับฟังเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ พยานหลักฐานทั้งหมดมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องทำหน้าที่
พิธีกรในรายการชิมไป บ่นไป หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วโดยผู้ถูกร้องยังคงได้รับ
ค่าตอบแทนที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินจากบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องเป็นพิธีกรให้แก่
บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จึงเป็นการรับจ้างทำการงานตามความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ตามนัยแห่ง
รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ แล้ว กรณีถือได้ว่า ผู้ถูกร้องเป็นลูกจ้างของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการ
กระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗)
July 26

วัดห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป (คุณคิดยังไงกับข่าวนี้คับ?)

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ภายหลัง นสพ.ไทยรัฐ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ไปทำบุญที่วัดสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ว่า ทางวัดห้ามชาวบ้านกราบไหว้ พระพุทธรูปแถมยังติดป้ายข้อความไว้หน้าองค์พระอย่างไม่เหมาะสมกลายเป็นที่ฮือฮาของชาวบ้านทั้งในและพื้นที่ใกล้เคียง จ.เพชรบูรณ์
 pic_5

 

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบเป็นวัดอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 150 กม. ทางเข้าวัดเป็นลูกรังขรุขระ ระยะทางกว่า 13 กม. ด้านหน้าวัดมีป้ายขนาดใหญ่เขียนแจ้งให้ผู้ที่เข้ามาภายในเขตวัดอ่านและปฏิบัติตามกฎของวัดอย่างเคร่งครัดหลายสิบข้อ ก่อนเข้าวัดมีเหล็กกั้นขวางทางเข้า-ออก ลักษณะเป็นเหล็กแป๊บยาวที่ใช้กั้นทางเข้าเขตหวงห้ามทั่วไป ภายในวัดมีโรงธารขนาดใหญ่ ศาลาการเปรียญสองชั้น 1 หลัง ในศาลามีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้จับภาพผู้ที่เข้ามาภายในวัด บริเวณด้านหลังวัดมีกุฏิพระหลังเล็กๆอยู่ล้อมรอบหลายหลัง แต่ไม่มีโบสถ์วิหารเหมือนวัดทั่วไป รวมทั้งห้ามถ่ายภาพนิ่งภายในเขตวัดและบริเวณสงฆ์

ส่วนหน้าศาลาการเปรียญมีป้ายข้อความเขียนอย่างเด่นชัดว่า ตามที่ข้าฯสอนคำพุทธองค์ยังพึ่งมนต์ การปลุกเสกเครื่องรางฯ รูปเคารพ ถ้าอยากฟัง สิ่งที่ข้าฯพูดให้ได้ประโยชน์ ควรนำสิ่งเหล่านั้นออกให้พ้นจากความคิด แล้วมาฟังถามปัญหากับข้าฯ ใครทำไม่ได้อย่ามา เสียเวลาเหนื่อยเปล่าๆ ทั้งคนพูดและคนฟัง ขอยืนยันคำพุทธแท้ท่านไม่ให้พึ่งสิ่งเหล่านั้น ใครพึ่งถือว่าเป็นชาวพุทธสกปรกลงชื่อ พระเกษม อาจิณณสีโล

 

อีกป้ายมีข้อความว่า เมื่อข้าฯเทศน์ให้ผู้พึ่งมนต์ เครื่องรางของขลังฟัง ข้าฯเหนื่อย หงุดหงิด ไม่สบายใจ รู้สึกไม่ดี เมื่อไม่พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง ไม่ต้องมาฟังข้าฯเทศน์ ข้าฯเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์ เพราะผู้มีเครื่องรางของขลัง ของอย่างนี้ฟังไม่เข้าใจนอกจากนี้ ในศาลาการเปรียญยังมีข้อความคำสอนที่อ้างอิงจากพระไตรปิฎกติดไว้ตามเสาศาลาการเปรียญจำนวนมาก และพบพระพุทธรูปทองเหลืองคล้ายพระพุทธชินราช สูงประมาณ 150 ซม. หน้าตักกว้าง 90 ซม.ตั้งอยู่บนแท่นมีป้ายข้อความ 2 แผ่นวางไว้หน้าองค์พระ ป้ายแรกวางระบุว่า ห้ามนำดอกไม้และเครื่องบูชามาวางไว้บริเวณนี้ส่วนอีกป้ายวางไว้ตรงฐานพระเขียนว่า ทองเหลืองหล่อนี้ ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน

 

สอบถามทราบว่า เจ้าอาวาสวัดนี้ชื่อ พระเกษม อาจิณณสีโล อายุ 48 ปี ถึงเหตุผลที่ต้องปิดป้ายห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปจนกลายเป็นเรื่องฮือฮาในหมู่ชาวพุทธ ได้รับการชี้แจงว่า หากใครไม่ยินดีที่จะรับฟังคำสอนก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางมา เพราะวัดนี้ได้ยึดตามแนวพระไตรปิฎกทั้งสิ้น โดยไม่ยึดถือตำราใดๆ และการมีวัตถุมงคลนั้นถือเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแก่นของพระพุทธศาสนา หากผู้ใดไม่นำสิ่งของวัตถุมงคลทั้งพระพุทธรูป ตะกรุด พระห้อยคอต่างๆออกจากตัวและบ้านพักเคหสถาน แล้วก็ไม่ต้องเข้ามาที่วัดแห่งนี้ เพราะที่วัดสอนอย่างมีหลักการและเหตุผลสำหรับคนที่เปิดประตูรับเท่านั้น และจะต้องไม่ติดยึดกับวัตถุมงคลเพราะเป็นพุทธพาณิชย์

 

พระเกษมยังกล่าวอีกด้วยว่า การสอนธรรมะก็เช่นกัน ในพระไตรปิฎกได้บัญญัติไว้ว่าให้สอนธรรมะด้วยภาษาท้องถิ่น การสวดเป็นภาษาบาลีให้คนไทยฟังโดยไม่มีความเข้าใจในความหมายนั้นจะไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนหน้านั้นผู้ที่มีความรู้หรือการศึกษาระดับสูงเคยเข้ามาที่วัดครั้งแรกก็ไม่เข้าใจในแนวทางนี้ แต่เมื่อได้รับหนังสือของวัดไปศึกษาก็บังเกิดความเข้าใจและกลับไปนำพระพุทธรูปออกจากบ้าน นำพระเครื่องออกจากคอและหันกลับมาศึกษาในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง อาตมาไม่ได้มุ่งหวังจะให้ทุกคนต้องเข้ามาตามแนวทางนี้ หากมา 10 คนสามารถเข้าถึง 1 คน หรือหากมา 100 เข้าถึง 5 คน ก็ไม่เป็นไร ได้เท่าไรก็เท่านั้นเพราะขึ้นอยู่กับการเปิดรับของแต่ละบุคคล แม้มีเพียง 5 คนที่เข้าใจก็จะสอนให้ เท่านั้นพระเกษมกล่าว

 

จากการสอบถามลูกศิษย์คนหนึ่งของพระเกษม กล่าวว่า คำสอนของพระเกษมไม่ให้ติดยึดกับเครื่องรางของขลัง ก่อนหน้านั้นที่บ้านของตนมีพระพุทธรูปและพระเครื่องที่ได้มาจากบรรพบุรุษ แต่พอได้ฟังธรรมจากพระเกษมที่สอนว่าในพระไตรปิฎก ไม่ได้กล่าวถึงการสร้างวัตถุมงคล หรือพระพุทธรูป ถือเป็นสิ่งงมงายกับวัตถุที่อุปโลกน์กันขึ้นมา แถมยังทำให้จิตใจผูกติดอยู่กับสิ่งนั้น ไม่เข้าใจถึงแก่นของพระธรรม คำสอนของพุทธเจ้าได้ พระอาจารย์สอนว่า ที่ผ่านมาเราเชื่อและกราบไหว้พระพุทธรูป ก่อนตายให้นึกถึงคุณพระเอาไว้ ทำให้จิตของคนที่กำลังจะตายติดอยู่ในพระพุทธรูปองค์แล้วเราก็นำมา กราบไหว้โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังไหว้วิญญาณของคนที่ตายไป ที่ถูกควรระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่มายึดถือกราบไหว้พระพุทธรูป

 

ลูกศิษย์พระเกษมกล่าวอีกว่า วัดสามแยกเคยได้รับบริจาคพระพุทธรูป วัตถุมงคลจำนวนมาก หลังรับมาแล้ว พระอาจารย์จะขุดหลุมนำพระพุทธรูปและวัตถุมงคลต่างๆวางในหลุมแล้วราดด้วยน้ำกรดผสมเกลือเพื่อให้ผุพังและฝังกลบทิ้งทันที เหลือแต่พระพุทธรูปทองเหลืองเพียงองค์เดียวที่ทางวัดเก็บไว้ให้เป็นการเตือนสติ ไม่ให้ยึดถือโดยเขียนป้ายห้ามกราบไหว้ไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งคำสอนไม่ให้ติดยึดกับวัตถุมงคลอาจจะแตกต่างจากวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชนทั่วไป แต่ที่จริงแล้วก็เหมือนกัน เพราะดำเนินการไปตามแนวทางของพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด

 

ด้านนายอินทภร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักพระพุทธศาสนา จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้รับการร้องเรียนมาหลายเดือน ได้ส่งเรื่องถึงพระวิสุทธินายก เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายธรรมยุตไปแล้ว เพื่อดำเนินการไปตามขั้นตอนของสงฆ์ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเพียงที่พักสงฆ์ไม่ใช่วัด ส่วนการห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปนั้นอาจไม่เหมาะสม

 

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามพระวิสุทธินายก เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ฝ่ายธรรมยุตถึงเรื่องเดียวกันได้รับการเปิดเผยว่า เรื่องร้องเรียนพระเกษมที่ได้รับมาครั้งแรกเป็นเรื่องห้ามชาวบ้านแขวนพระเครื่อง และได้ให้เจ้าคณะอำเภอไปว่ากล่าวตักเตือนแล้ว ส่วนเรื่องห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป หรือทำลายพระพุทธรูปนั้นยังไม่ทราบเรื่อง ต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน พระเกษมเป็นคนที่เถรตรงเกินไป เรื่องบางเรื่องไม่เหมาะสมก็ทำ อย่างเรื่องการโอนบุญให้เชื้อโรคก็ไม่เคยมีในศาสนาพุทธ แต่กลับทำกัน เรื่องนี้ต้องขอตรวจสอบก่อนเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าว

 

http://thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=98311

June 25

Top 500 Supercomputer Quick Review

updateใหม่ เดือนนี้เอง http://www.top500.org/list/2008/06/100 สดๆร้อนๆ
 
ตามมาดูข้างในกันดีกว่า.. อิอิ..
 
linux กินขาด http://www.top500.org/stats/list/31/osfam (วี๊ดวิ้ว ขอเสียงคนเชียร์ linux หน่อย) มี windows อยู่ 5 เครื่องเอง แน่นอนว่า 1 ในนั้นอยู่ที่ microsoft (กั่กๆ น่าสงสาร admin ที่ Microsoft จัง อดเล่น linux) แต่..งงเล็กน้อยที่มี MAC OS ติดโผด้วยเนี่ยะ ใครเอา iPhone มาทำ cluster ป่าวเนี่ยะ
 
เท่าที่ระบุยี่ห้อของ linux นับ SuSE ได้ 75 เครื่องแน่ะ Redhat 13 (นับรวม CentOS ด้วย) http://www.top500.org/stats/list/31/os เห็นป่าวว่า SuSE เจ๋งจริงๆ
 
ด้วยเหตุนี้เลยหัดให้ iQ เล่น SuSE ตั้งแต่ 1 เดือน http://anakinnet.multiply.com/photos/album/3 เป็นไง วิสัยทัศน์ป่าป้า iQ :')
processor ใครจะอยู่ใครจะไป http://www.top500.org/stats/list/31/procfam SUN คงถอดใจไม่ดัน SPARC แล้วมั้ง (หุหุ บอกแล้วไม่เชื่อ ให้เลิกดันทุรังมาตั้งนานแล้ว)
 
ยกนิ้วโป้งให้ ibm http://www.top500.org/stats/list/31/vendors แต่ hp ก็จ่อคอหอยแล้ว (เอ้าบึ๊ดจ้ำบึ๊ด แซงให้ได้น้า... ตามสไตล์คนไทย ชอบเชียร์ทีมรองบ่อน และ เกลียด hero)
 
การใช้งานหลากหลายมาก http://www.top500.org/stats/list/31/apparea แต่อยากรู้จิงว่าใครเอาไปเล่นเกมส์หว่า O-O บ้านรวยจิงจิ้ง
 
ประเทศ research หนักๆ http://www.top500.org/stats/list/31/countries อยู่เมกาหมด เมื่อไหร่จะมีสักเครื่องที่บ้านเราน้า -_-' (บ้านอื่นจะไปดาวอังคารกันแล้ว บ้านเรายังตีกันไม่เลิก)
 
โอ้ว South East Asia มีแค่ 2 เครื่อง?? http://www.top500.org/stats/list/31/regions (อยู่ที่มาเลย์ทั้งคู่เลย) (เคยไปดูที่สิงคโปร์เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว สงสัยหลุดโผ เหมือนกับที่ของกรมอุตุบ้านเรา)
 
ใช้ในส่วน Industry ตั้งครึ่งเชียวหรอ http://www.top500.org/stats/list/31/segments อีกครึ่งสถานศึกษา และ วิจัย
 
โอ้โห ใช้ CPU 128000 ตัว http://www.top500.org/stats/list/31/procclass ซื้อทีละเยอะๆแบบนี้ อยากรู้จักได้ discount กี่ %
 
พอก่อนดีกว่า จริงๆจะมาหาข้อมูล cable cat 7 อ่านไปอ่านมา ไป เจอ 10GBase-T อ่านต่อ เจอ Infiniband แล้วก็มาเจอที่นี่ แล้วนึกขึ้นได้ว่า ค้างข้อมูลน้องๆเอาไว้
July 20

อัจฉริยะสร้างได้

สองสามวันก่อนดูรายการ จับเข่าคุยกันเรื่องเกี่ยวกับสมอง พึ่งรู้ว่า cell สมองพัฒนาได้จนกว่าจะตาย จำได้ว่าตอนสมัยเรียนมัธยมในตำราเขียนว่า cell สมองนั้นสร้างได้ตั้งแต่ในท้องจนถึง 5 ขวบ หลังจากนั้นจะหยุดสร้าง นับว่าเป็นเรื่องดีๆที่เมื่อเรารู้แล้วก็มีความหวังมากขึ้นสำหรับการพัฒนาต่างๆสำหรับใครก็ตาม ที่อายุเกิน 5 ขวบนะครับ
 
ก็ขอเอาบทความดีๆของคุณครูหนูดี มาเผยแพร่ไว้ตรงนี้เลยนะครับ
 
" 9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ "
โดย วนิษา  เรซ ผู้วชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด
ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัดเรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้
1.  จิบน้ำบ่อย ๆ
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เห่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมอง  เห่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2.  กินไขมันดี
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3.  นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4.  ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5.  หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6.  เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่  อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7.  ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8.  เขียนบันทึก Graceful Journal
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9.  ฝึกหายใจลึก ๆ
สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %
 
     การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
 
 
เมื่อรู้ดังนี้แล้วก็ให้เราคิดด้านบวกนะครับ อย่าคิดว่าเราเลยวัยเรียนมาแล้ว หรือว่าแก่เกินจะเรียนแล้ว นะครับ
July 03

ดอกเบี้ย กับ ดัชนี

SET เมื่อวานทำ new high ในรอบ 1 ปีกว่าๆ แต่ SET วันนี้ทำ new high ในรอบ 10 ปีทีเดียว ปิดที่ 813.52 +20.81 จุด ด้วย Volumn ซื้อขายถึง 46927 ล้านบาท อย่างนี้ต้องร้องเพลง "เมื่อวานก็ดูสวยดี แต่วันนี้สวยกว่าเมื่อวาน" ซะเอิงเอย
 
ว่าแล้วก็เข้าเรื่องดีกว่า "ดอกเบี้ย กับ ดัชนี" วันนี้อารมย์ดีจาเล่าให้ฟังนะครับ
 
เรื่องนี้ไม่ค่อยยากเท่าไหร่ ใครรู้แล้วก็อย่าหาว่าผมเอาของหมูๆมาเล่านะครับ แหม๋ ก็คนมาอ่าน blog ผมมาจากหลากหลายสาขา ก็ต้องมีง่ายมียาก ปนๆกัน ปาย
 
เอ้า เข้าเรื่องสักที
 
หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า พวกเล่นหุ้นทำไมลุ้นกันจังกับ อัตราดอกเบี้ยจากรัฐบาลกลางประเทศต่างๆ (เอาเป็นว่าเล่า 2 ประเทศก็แระกันเด๋ว blog ยาว ก็ คือBOT ธนาคารแห่งประเทศไทย, FED ธนาคารกลางของสหรัฐ )
 
เริ่มยังไงดีล่ะ... เอางี้ ธนาคารกลางแต่ละประเทศมีบทบาทหน้าที่ที่จะต้องควบคุมกลไกเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ ทีนี้การจะควบคุมเศรษฐกิจได้ก็คือ ควบคุมอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เพื่อให้ธนาคารในอาณัติทุกธนาคารเอาไปปฎิบัติตาม อย่างเช่นเมืองไทยเมื่อก่อนใช้ อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง RP-14 วัน ในการควบคุม แต่เจ้เค้าบอกว่ามันช้าไปไม่สะท้อนเศรษฐกิจเรียลไทม์ ก็เลยเปลี่ยนเป็น RP-1 วัน แทน อ้าวออกทะเลซะแล้ว..
 
เริ่มใหม่... บริษัทแทบจะทุกบริษัทก็ว่าได้ มีหนี้ติดตัวกันทั้งน้าน หนี้ก็มี 2 แบบ แบบคงที่ กะ แบบ ลอยตัว ไอ้ที่เป็นปัญหาก็คือหนี้ลอยตัวเนี่ยะ มันลอยไปลอยมาตามประกาศ ธนาคาร ถ้าบริษัทมีหนี้แบบลอยตัวเย๊อะๆ เวลาดอกเบี้ยขึ้นทีก็จุกกันเป็นแถวๆ เพราะว่าต้องหาเงินมาใช้หนี้ ถ้าบริษัทคิดว่าดอกเบี้ยกำลังจะขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะออกมาออกตราสารหนี้ หรือ ออกหุ้นกู้เพื่อที่จะเอาเงินมาโป๊ะหนี้หรือว่า refinance อ้าวออกทะเลอีกแล้ว..
 
เริ่มอีกที... เจ้าหนี้ กะ เจ้าของ(ผู้ถือหุ้น) มีศักดิ์และสิทธิ์ในตัวบริษัทต่างกัน คือเจ้าหนี้จะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยก่อน เพราะว่าตกลงกันไว้แล้วว่าคุณเองเงินผมไปทำธุรกิจ ผมไม่สนว่าคุณจะกำไรหรือขาดทุน แต่คุณต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยมาตามที่ตกลงกันไว้ ไม่งั้นฟ้องแหลก ส่วนเจ้าของจะได้ส่วนที่เหลือหลังจ่ายหนี้สิน ถ้าบริษัทสามารถนำเงินไปทำให้งอกเงยได้มากกว่าดอกเบี้ยจ่าย ส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะเยอะ หุ้นก็จะขึ้น อ้าวอันนี้ก็ออกทะเลอีก..
 
เริ่มเซ็ง... ก็เอาเป็นว่า ดอกเบี้ยมาก หนี้ก้อนโต กำไรที่อุตส่าห์หามาก็เอาไปจ่ายธนาคารหมด เหลือให้ผู้ถือหุ้นก็น้อยลง หุ้นก็เลยลง แล้วเป็นแบบนี้กันเกือบจะทุกบริษัท ดัชนี้ก็จะปรับฐานลงมา หากว่าดอกเบี้ยขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลใจดี้ใจดี อยากจะอัดฉีดเศรษฐกิจให้วิ่งปู๊ดเหมือนติดจรวดก็บีบคอ BOT ให้ลดดอกเบี้ย คราวนี้บริษัทก็จะได้อานิสงปาย ว่าหนี้ก้อนโตที่ยืมมา ดอกเบี้ยลด บริษัทก็จะมีกำไรมากขึ้น หุ้นก็จะขึ้นเอง เฮ..
 
อ้าวแล้ว FED เกี่ยวไรอ่ะ..
 
เริ่มลืม.. ก็ถ้า FED ขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นสหรัฐก็จะตก(ตามหลักการที่กล่าวแบบกวนๆข้างต้น) นักลงทุนสหรัฐก็ไม่อยากถือหุ้นไว้ตอนตลาดจะตก ก็จะขายเอาเงินออกไปลงทุนที่อื่น เช่นเมืองไทยไง พอ FED ขึ้นดอกเบี๊ยปั๊บ ก็จะมีเงินไหลเข้ามาซื้อหุ้น หุ้นบ้านเราก็ขึ้นแทน แต่มันไม่ใช่เป็นแบบนี้เสมอไปนะ เพราะว่าปัจจัยที่กระทบอีกเรื่องนึงก็คืออัตราแลกเปลี่ยน เพราะว่าถ้า FED ขึ้นดอกเบี้ยปุ๊บ ถ้ามากกว่า BOT เงินบ้านเราก็จะไหลออกเช่นกัน คิดง่ายๆนะ คือ เอาเงินฝากเมืองไทยได้ดอกเท่านี้ ถ้าเอาไปฝากอเมริกาได้ดอกมากกว่า ใครจะไม่อยากฝาก พอเงินไหลออกมากๆ(เอาบาทมาแลกดอลล่าร์กันเยอะๆ) เงินบาทก็อ่อน
 
เริ่มมันส์.. พอเริ่มเข้าใจแล้วก็เอาสองอย่างมาคิดพร้อมๆกัน เพราะว่าโลกเรานี้เป็นโลกเรียลไทม์ เอาใหม่นะครับ FED ขึ้นดอกเบี้ย หุ้นสหรัฐตก เงินไหลเข้าหุ้นเมืองไทย หุ้นเมืองไทยขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คนก็เอาเงินบาทไปฝากกับอเมริกากันมากขึ้น เงินไหลออก บาทก็อ่อน คนสหรัฐเอาเงินมาซื้อหุ้นเงินเข้าเยอะ(เอาดอลล่าร์มาแลกกะบาท)บาทก็แข็ง ก็เลยเป็นกลไกการควบคุมเศรษฐกิจกันไปในตัว ทำให้เวลาที่ BOT จะพิจารณาดอกเบี้ยภายในประเทศก็จะอ้างอิงกะ FED ด้วย
 
เริ่มงง.. ทีนี้ในโลกนี้มันไม่ได้มีแค่อเมริกากับเมืองไทย พอเอาทุกประเทศ และ ปัจจัยมาวิเคราะห์พร้อมกันหมด ก็เลยกลายเป็นคอมบิเนชั่นมหาศาลทำให้ไม่สามารถมีใครที่จะมาทำนายทิศทางความเป็นมาเป็นไปได้อย่างถูกต้อง 100% ไง
 
เริ่มเหนื่อย.. เอาเป็นว่า ก็ให้ดูข่าวเย๊อะๆ แต่อย่าเชื่อมาก ให้คิดเองเย๊อะๆ แล้วจะเข้าใจครับ สวัสดี..
 
 
June 29

PTT

ไม่รู้จะตั้งหัวข้อว่าอะไร ก็เลย เอาชื่อหุ้นมาตั้งซะเลย จริงๆว่าจะไม่เขียนแล้วนะครับ แต่ก็อดไม่ได้ ผมว่าถ้าพิจารณา PTT แล้วเนี่ยะ สามารถเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆเลย ก็มีหลากหลายประเด็นที่อยากจะเอามาเล่าให้ฟัง เอาแบบคร่าวๆแระกันนะครับ
 
- เมื่อวาน ปตท ได้ เข้า take over ปั้ม Jet เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ด้วยเงินประมาณ 1 พันล้านบาท งานนี้ทำให้ผมนึกถึงว่า ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัท โคโนโค (ประเทศไทย) จำกัด ผมจะรู้สึกอย่างไร
 
ประเด็นแรก.. แน่นอนผมคงเสียใจที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ทั้งๆ ช่วงเริ่มต้น มาบุกเบิก ธุรกิจ "ค้าปลีก" ในปั้มน้ำมัน เจ้าแรกๆ ในเมืองไทย ก่อให้เกิดกระแสการพัฒนา ปรับปรุงร้านค้าในปั้ม ห้องน้ำสะดาดไปทุกหย่อมหญ้า  Business Model ของ Jet ผมถือว่าได้ตอบโจทย์ชีวิตคนสมัยใหม่ได้อย่างดี เพราะว่า สามารถแวะพักช๊อปปิ้ง ได้ในขณะเติมน้ำมัน ผมคนหนึ่งล่ะที่ชอบ ไอเดียการสร้าง Business Model ของ Jet
 
ประเด็นที่สอง.. แน่นอน การจากไปครั้งนี้เข้าใจว่าไม่ได้ไปแบบขาดทุน มีกำไรนิดหน่อย แต่ไปแบบขอยกธงขาว กับการสู้รบ ในวงการ ธุรกิจขายปลีกน้ำมัน ที่ไม่ค่อยจะขาวสะอาดในเมืองไทย หลายท่านอ่านหนังสือพิมพ์หรือติดตามข่าวก็จะรู้ว่า เมื่อ ปตท ขึ้นราคา ทุกปั้มก็จะขึ้นด้วย เพราะว่า ค่าการตลาดน้ำมันนั้นน้อยมากจนบางครั้งขาดทุน(ขณะที่เขียนอยู่นี่ ไม่น้อยแล้วนะครับ บาทกว่าๆ) ทำให้ บริษัทที่ ไม่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง เป็นอันต้อง ทยอย ปิดตัวลง หรือ ถูกควบกิจการ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วง ว่าอนาคต ถ้าไม่มีคู่แข่งซะแล้ว ต่อไปจะเป็นอย่างไร น่ากลัวจริงๆ แต่ในฐานะเจ้าของ ในเมื่อทำไปแล้วโตไม่ได้เพราะว่าชนเพดาน ผมก็ยินดีที่จะถอย ไปหาอย่างอื่นทำดีกว่า ผมคงโล่งใจ ที่ได้ลงจากหลังเสือซะที
 
ประเด็นที่สาม.. ผมคงจะรู้สึก เข็ดกับการเข้าสู่ธุรกิจที่มียักษ์ใหญ่ เป็นคู่แข่ง ที่มีทั้งอำนาจ และ เงินตรา พร้อมจะขยี้เราได้ทุกเมื่อ คงจะต้องถอยไปตั้งหลัก ซักพัก
 
- บริษัทใหญ่ๆหลายบริษัท สนใจ ที่จะทำธุรกิจ ค้าปลีก เพราะว่าเป็นธุรกิจที่จะยังคงอยู่คู่คนไทยไปอีกนาน เพราะว่าคนต้องซื้อกินซื้อใช้ และ ช้าเร็ว โชว์ห่วยก็ต้องเจ๊ง โมเดิร์นเทรด ยังไงก็ต้องเข้ามาแทนที่ได้แบบสมบูรณ์ ทีนี้ต้องมาแข่งกันระหว่างโมเดิร์นเทรดแล้วล่ะครับ ว่าใครจะแย่งเค๊กชิ้นยักษ์นี้ได้มากกว่ากัน
 
- การขยายธุรกิจปัจจุบันนี้ ไม่มีเสื่อผืนหมอนใบอีกแล้ว ใครอยากทำธุรกิจยักษ์ใหญ่ ส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจาก "O" หากแต่เป็นการ ซื้อ หรือ จับมือกันเท่านั้น
 
- บริษัท ปตท.ธุรกิจค้าปลีก ที่จะมาดูแล Jet นั้นคงไม่ใช่มื่อใหม่แน่ๆ แต่ต้องหา partner มาดูแล จริงๆ ปตท.มี 7-11 อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนเล็งว่า งานนี้อาจจะเป็น Big C เพราะว่า Big C ต้องที่จะลงมาชนกะ Lotus จนตัวสั่น นี่ถ้าได้เข้าไปบริหารปั้ม Jet ก็จะเหมาะเจาะพอดิบพอดี ปตท.อยากหาคนมาดูแลค้าปลีก Big C อยากหาปั้ม ผมก็ไม่รู้ว่าจะลงเอยกันอย่างไร ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ
 
- นึกถึงมวยปล้ำแบบศึกตะลุมบอล ทีมแรก ESSO + Lotus ทีมที่สอง  ปตท + 7-11 ทีมที่สาม คาล์เท็กซ์ + ท๊อป(พึ่งเริ่ม) ทีมที่สี่ Jet + Big C(เดา) ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่มีคู่นะครับ อ้าว รีบจีบๆกันหน่อยนะครับ บางจาก ,ปิโตนัส, Family Mart
 
ไม่ค่อยปะติดปะต่อนะครับ ก็เรียบเรียงกันต่อเองอีกนิด พอดีรีบกลับบ้านน่ะ บายๆ
 
Photo 1 of 48
Lists

Spaces Counter

Web Site Counter